พระราชสมภพ

  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ของพระชนกชู และพระชนนีคำ ทรงมีพระภคินีและพระเชษฐา 2 คน ซึ่งได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่ยังเยาว์วัย เหลือแต่พระอนุชา คือคุณถมยา ซึ่งอ่อนกว่าสมเด็จย่า 2 ปี ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาจนโต ส่วนพระชนกชูนั้น ได้ถึงแก่กรรมเมื่อสมเด็จย่ายังทรงพระเยาว์มาก และเมื่อพระองค์มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษาพระชนนีคำก็ถึงแก่กรรม หลังจากนั้นทรงอยู่ในความอุปการะของป้าซ้วย พี่สาวของพระชนนีคำ ซึ่งมีอาชีพรับจ้างมวนบุหรี่และทำขนมขาย


นิวาสสถาน
  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบรรยายถึงบ้านข้างวัดอนงคารามไว้ในหนังสือพระนิพนธ์เรื่อง “แม่เล่าให้ฟัง” ว่า “เมื่อจำความได้ แม่ก็อยู่ที่ธนบุรีแล้วที่ซอยซึ่งปัจจุบันเป็นซอยวัดอนงค์ “บ้าน” นั้นเหมือนห้องแถวชั้นเดียวแต่มีหลายห้อง แทนที่จะเป็นห้องเดียว “บ้าน” จะเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่ก่อด้วยอิฐ หลังคาเป็นกระเบื้อง และประกอบด้วยหลายชุด อีกด้านหนึ่งของบ้าน มี 4-5 ชุด ซึ่งมีคนอยู่ อีกด้านหนึ่งพังไปแล้วและร้าง บ้านที่อยู่นั้นเก่าพอใช้ และอยู่ในสภาพไม่ดีเพราะไม่มีการซ่อมแซมเลย แต่มีเพียงกำแพง ผนัง และหลังคา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไม้ เช่น พื้นนั้นผู้เช่านำมาเอง”

 

การศึกษาเมื่อทรงพระเยาว์

  

เป็นที่รู้กันว่าในสมัยก่อน  คนไทยไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนรู้หนังสือ  พระชนนีคำเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่รู้หนังสือและนำมาถ่ายทอดให้สมเด็จย่า  ซึ่งนับได้ว่าเป็นรากฐานที่สำคัญในกาลต่อมา

  ต่อมาสมเด็จย่าได้เข้าเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง  ที่ตั้งที่วัดอนงคาราม  ทรงเรียนอยู่ไม่ถึงปีโรงเรียนก็ปิด  พระองค์จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนศึกษานารีทรงเรียนอยู่ได้เดือนกว่าๆ เท่านั้น  ก็ทรงลาออก  เพราะทางบ้านไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าเล่าเรียน  ด้วยพระอุปนิสัยที่ชอบการเรียนรู้และการอ่านหนังสือตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  สมเด็จย่าจึงทรงเฉลียวฉลาดและมีคุณลักษณะโดดเด่น  ในบรรดาผู้อยู่ในวัยเดียวกัน

  เมื่อสมเด็จย่าพระชนมายุได้ 7-8 พรรษา ได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงชั้นสองใน สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร  และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี  พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  ต่อมาสมเด็จย่าทรงเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนของหม่อมเจ้าหญิงมัณฑารพ  กมลาศน์    เมื่อโรงเรียนเลิกกิจการในอีก 1 เดือนต่อมา  ก็เสด็จไปทรงศึกษาต่อยังโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง  ซึ่งอีก 2-3 เดือนต่อมาโรงเรียนก็ปิดกิจการอีก  จึงเสด็จไปทรงศึกษายังโรงเรียนสตรีวิทยา  โดยให้ไปประทับอยู่บ้านคุณหวน  หงสกุล  ที่อยู่ข้างวัดมหรรณพาราม  คุณหวนเป็นพระพี่เลี้ยงในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์  พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  ในระหว่างนั้น  สมเด็จย่าทรงถูกเข็มเย็บผ้าตำฝ่าพระหัตถ์  จึงทรงย้ายไปประทับที่บ้านพระยาดำรงแพทยาคุณ  เพื่อผ่าตัดฝ่าพระหัตถ์

  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์ “แม่เล่าให้ฟัง” ว่า
“...ในระหว่างที่เรียนซ้ำชั้นประถมปีที่ 3 อยู่ เจ้าคุณดำรงฯ มาถามแม่ว่า อยากเรียนเป็นนางพยาบาลไหม แม่รับทันที ในสมัยนั้นผู้หญิงไม่มีอาชีพที่จะเลือกมากนัก  เมื่อจบประถมปีที่ 3 แล้วจะมีชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 เท่านั้น  ถ้าอยากเรียนต่อก็ต้องเรียนเป็นครู  เวลานั้นโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชมีผู้หญิงเรียนอยู่น้อย ในการเข้าไม่มีกฎเกณฑ์มาก  เพียงแต่อ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว  เพื่อสนับสนุนให้มาเรียน  ยังมีการให้เงินเดือนละ 15 บาทต่อคน  จำนวนเงินนี้เพียงพอสำหรับค่าอาหารตลอดทั้งเดือน”

  ที่สมเด็จย่าทรงตัดสินพระทัยเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชในครั้งนี้  นับว่าเป็นหัวเลี้ยวสำคัญในชีวิตของพระองค์  เพราะกาลเวลาต่อมา  ทรงได้รับทุนไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

นักเรียนพยาบาล

สมเด็จย่าทรงเข้าศึกษาวิชาพยาบาลที่โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชเมื่อ พ.ศ. 2456  ซึ่งขณะนั้นสมเด็จย่าอายุยังไม่ครบ 13 พรรษาบริบูรณ์ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ระบุไว้ถึง 2 ปี  แต่เนื่องจาก  มีความสามารถเกินวัย  จัดได้ว่าเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น

  สมเด็จย่าทรงเป็นนักเรียนประเภทนักเรียนหลวง คือผู้ที่สมัครเข้าเรียนโดยขอรับเงินบำรุงเดือนละ 15 บาท และมีข้อผูกพันว่าเมื่อสำเร็จสอบได้ประกาศนียบัตรแล้ว  ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับโรงเรียนไม่น้อยกว่า 3 ปี  ทรงเรียนจบหลักสูตรใน พ.ศ. 2459 และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช

 

  ในปี พ.ศ. 2460  สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์  ซึ่งขณะนั้นกำลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีที่ 1  อยู่ที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ประเทศสหรัฐอเมริกา  พระราชทานทุนแก่นักเรียนแพทย์ 2 คน และสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  พระราชทานทุนแก่นักเรียนพยาบาล  2 คน  ซึ่งผู้ที่ได้รับคัดเลือกก็คือ  นางสาวอุบล  ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา  และสมเด็จย่า

  ในระยะเวลา 6 เดือน  ทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับอาจารย์ใหญ่โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง  เป็นสตรีชาวอเมริกันชื่อมิสเอ็ดนา  ซาราห์โคล

  ในการที่จะเดินทางไปต่างประเทศ  จำเป็นต้องมีนามสกุลใช้ในหนังสือเดินทาง  เมื่อพระชนกชูถึงแก่กรรม ไม่มีผู้ใหญ่ฝ่ายชายที่จะไปจดทะเบียนนามสกุล  พระองค์จึงทรงใช้นามสกุลของขุนสงขลานครินทร์ (หลี  ตะละภัฏ)

  ในการเดินทางไปสหรัฐอเมริกา  สมเด็จย่าเสด็จโดยสารเรือ “กัวลา”  เมื่อวันที่  23  สิงหาคม  พ.ศ. 2460  พร้อมคณะนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 18 คน  ใช้เวลาเดินทาง 6 สัปดาห์  จึงเสด็จถึงนครซานฟรานซิสโก  รัฐแคลิฟอร์เนีย

  สมเด็จย่าได้ไปพำนักอยู่กับครอบครัวนายแพทย์อดัมเสนเป็นเวลาเกือบ 1 ปี  ได้เสด็จไปศึกษาที่โรงเรียนประถมเอเมอร์สันพร้อมกับนางสาวอุบล  และทุกวันอาทิตย์พระองค์จะเสด็จเข้าโรงเรียนของคริสต์ศาสนา

  ต่อมาใน พ.ศ. 2461  สมเด็จย่าและนางสาวอุบล  ได้ร่วมสมทบกับคณะนักเรียนไทยอีก 8 คน  เดินทางไปยังเมืองบอสตัน  รัฐแมสซาซูเซตส์  โดยรถไฟในวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2461  สมเด็จพระบรมราชชนกทรงคอยรับคณะนักเรียนอยู่ ณ ที่นั้น  ในตอนแรก  สมเด็จย่าไม่ทรงรู้จักว่าพระองค์เป็นใคร  ส่วนสมเด็จพระบรมราชชนกนั้น  หลวงสุขุม นัยประดิษฐ์ได้บันทึกเหตุการณ์คืนวันนั้นไว้ว่า  “ประมาณสักตีสองเศษ...พระองค์ท่านเสด็จกลับมาถึงบ้าน ปลุกข้าพเจ้าทันที แล้วรับสั่งว่า ผู้หญิง 2 คนมาถึงแล้ว แม่สังวาลย์สวยเช้งเชียวแกเอ๋ย”

 

อภิเษกสมรส

  ในพระนิพนธ์ “แม่เล่าให้ฟัง” ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าถึงความสนพระทัยของสมเด็จพระบรมราชชนกที่มีต่อสมเด็จย่า  และมักเสด็จไปทรงเยี่ยม ณ ที่ประทับเมืองฮาร์ดฟอร์ด  พระราชกรณียกิจในยามว่างของทั้งสองพระองค์  ได้บ่งบอกถึงพระอุปนิสัยที่สอดคล้องต้องกันในความสนพระราชหฤทัยเรื่องต้นไม้  ดอกไม้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 เมื่อเวลาผ่านไป  เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาว่า  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์  ทรงพอพระทัยในนางสาวสังวาลย์  ตะละภัฏ  นักเรียนสาวผู้งามพร้อมด้วยรูปโฉมและอุปนิสัยร่าเริง  โดยมิได้คำนึงถึงพระชาติวุฒิแต่อย่างใด  ในที่สุดทรงมีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับนางสาวสังวาลย์

  ใน พ.ศ. 2462  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์จึงได้ทรงหมั้นกับนางสาวสังวาลย์อย่างเงียบๆ ด้วยแหวนเพชรน้ำงามเกาะด้วยหนามเตยสลักเป็นรูปหัวใจ  ในอีก 30 ปีต่อมา  สมเด็จย่าได้พระราชทานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์  กิติยากร

  พอถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2462  สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถสวรรคต  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์จึงเสด็จกลับประเทศไทย  และได้ทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวสังวาลย์  ตะละภัฏ  ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่  10  กันยายน  พ.ศ. 2463  โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน  ทรงเป็นองค์ประธานพระราชทานน้ำสังข์ด้วยพระองค์เอง

 

ศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2463 – 2464

หลังจากอภิเษกสมรสแล้ว  สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จประพาสเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรปและเสด็จต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อ  สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์  ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  และสถาบันเอ็มไอที  เมืองบอสตัน  และทรงจัดให้สมเด็จย่าทรงศึกษาหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่มหาวิทยาลัยซัมมอนส์  เมืองบอสตัน และเสด็จไปเรียนการสาธารณสุขเกี่ยวกับโรงเรียนในภาคฤดูร้อนที่สถาบันเอ็มไอที  ขณะที่ประทับ ณ เมืองบอสตัน ทั้งสองพระองค์ทรงใช้พระนามว่า นายและนางมหิดล  สงขลา อย่างสามัญชน  นอกจากนั้น  ยังทรงช่วยกิจการของสมาคมสยาม ณ สหรัฐอเมริกา

 

พระธิดาพระองค์แรก

  หลังจากที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงจบการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรสาธารณสุขใน พ.ศ. 2464  สมเด็จย่าก็ได้ตามเสด็จกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางยุโรปเพื่อท่องเที่ยวและทรงดูงานไปพร้อมกัน  เช่น  เสด็จไปทรงดูงานที่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ควีนแมรี่  ประเทศอังกฤษ 1 สัปดาห์  การเสด็จกลับกรุงเทพฯ ครั้งนี้  ก็เพื่อเตรียมการตามเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร  พระเชษฐภคินีของสมเด็จพระบรมราชชนก  ซึ่งประชวรพระวักกะและเสด็จรับการผ่าตัดที่ประเทศอังกฤษ  ใน พ.ศ. 2465  จากนั้นได้เสด็จพักฟื้นที่ประเทศฝรั่งเศส

ขณะประทับอยู่ที่กรุงปารีส  สมเด็จพระบรมราชชนกประชวร  สมเด็จย่าจึงทรงเฝ้าดูแลพระอาการ  เมื่อหายประชวรแล้วก็ได้ตามเสด็จยังสกอตแลนด์  เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองเอดินเบอระ  แต่เนื่องจากอากาศหนาวมาก  ทำให้ทรงประชวรจึงต้องทรงเลิกเรียน  ระหว่างนั้นสมเด็จย่าได้ประสูติพระธิดาพระองค์แรก  เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม  พ.ศ. 2466  ที่กรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  พระธิดาได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณวัฒนา มหิดล”  เนื่องจากสมเด็จย่า  ในขณะนั้นยังคงเป็นหม่อมสังวาลย์  มหิดล  ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่ 7 จึงทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า ใน พ.ศ. 2470  และใน พ.ศ. 2478  ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ทรงได้รับการเฉลิมพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  เมื่อ พ.ศ. 2538  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

 

เสด็จกลับเมืองไทย พ.ศ. 2466

  ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2466  สมเด็จย่าพร้อมด้วยพระธิดาได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนกกลับเมืองไทย  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมราชชนกทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ในปีต่อมาได้ทรงเปลี่ยนไปรับตำแหน่งข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไป  สมเด็จย่าจึงทรงมีโอกาสตามเสด็จยังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อทรงเปิดโรงพยาบาลเมคคอร์มิคของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพลสไบทีเรียน และศูนย์อนามัยของสภากาชาด

 

พระโอรสพระองค์แรก

  หลังจากประทับที่กรุงเทพฯ นาน 20 เดือน  สมเด็จย่าก็ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก  ไปยังทวีปยุโรปอีกครั้งหนึ่ง  ทั้งนี้เพื่อสมเด็จพระบรมราชชนกจะได้ทรงพักผ่อนรักษาพระองค์ตามที่แพทย์ถวายคำแนะนำให้ประทับในที่อากาศเย็น  เพราะทรงตรากตรำทรงงานหนักจนพระพลานามัยเสื่อมโทรม  การเสด็จยุโรปครั้งนี้  ได้ทรงพาพระธิดาไปประทับที่เมืองไฮเดลเบอร์ก  ประเทศเยอรมัน  โดยมีพระพี่เลี้ยงคือ  นางสาวเนื่อง  จินตดุล  ซึ่งเคยเป็นพระสหายร่วมชั้นเรียนในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชตามเสด็จด้วย

  ณ เมืองไฮเดลเบอร์ก  สมเด็จย่าได้ประสูติพระโอรสพระองค์แรก  เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468  ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระบรมอัยกา  จึงยังความปลาบปลื้มใจปีติยินดีแก่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเป็นยิ่งนัก  เมื่อทรงทราบข่าวการประสูติของพระราชนัดดา  และต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานพระนามว่า “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล” 

 

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์

  ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต  สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพียงพระองค์เดียว  เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพและประทับอยู่จนถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ระหว่างนั้นสมเด็จย่าได้เสด็จประทับอยู่กับพระธิดาและพระโอรสพระองค์น้อย  ซึ่งมีพระชนมายุประมาณ 2 เดือน ที่กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส  จากนั้น  ได้ทรงพาพระโอรสพระธิดาเสด็จประทับที่เมืองโลซาน  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  และทรงส่งพระธิดาไปประทับที่สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งที่ดูแลเด็กอย่างถูกอนามัย  ชื่อ  ชองโซเลย์ (Champ Soleil)  พระองค์เองทรงประทับอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ ชื่อมอนตานา  ซึ่งไม่ใหญ่นัก  เมื่อพระโอรสทรงอดพระกษีรธาราแล้ว  สมเด็จย่าจึงทรงส่งให้ไปประทับที่ซองโซเลย์  พร้อมด้วยพระพี่เลี้ยงเนื่อง

 

เสด็จสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2469

  เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จกลับกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2469 ก็ได้เสด็จไปประทับที่เมืองโลซานกับครอบครัวของพระองค์  จากนั้นได้เสด็จล่วงหน้าไปยังสหรัฐอเมริกา  เพื่อทรงหาที่ประทับสำหรับครอบครัว  ซึ่งได้ทรงเลือกเช่าแฟลต  เลขที่ 63 ถนนลองวูด  บรูคลายน์ ชานเมืองบอสตัน   “ตำนานบรูคลายน์” ในเวลานั้น  ได้เป็นศูนย์กลางของนักเรียนไทยในบอสตันและเมืองใกล้เคียง  โดยโปรดให้มาเฝ้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารไทยและคำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์  ระหว่างประทับที่เมืองบอสตัน  สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ส่วนสมเด็จย่าได้ทรงเรียนวิชาจิตวิทยา  การทำอาหารและโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนด์ระยะหนึ่ง  นอกจากนั้นได้ทรงดูแลพระโอรสธิดา  และทรงรับส่งพระธิดาซึ่งทรงเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ค (Park School)

 

พระโอรสพระองค์ที่ 2  

  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  มีพระสูติกาลพระโอรสองค์ที่สอง ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น  เมืองเคมบริดจ์  เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470  ได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า  “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” เหตุที่ทรงดำรงพระยศเป็นพระ วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทันทีเมื่อแรกประสูติ  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 ให้สถาปนาหม่อมเจ้า อันเป็นพระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าซึ่งพระชนนีทรงศักดิ์ชั้นสมเด็จ  และประสูติแต่มารดาที่มิได้เป็นเจ้า  ขึ้นดำรงพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า พระโอรสพระธิดาสองพระองค์แรกในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์  และหม่อมศรีสังวาลย์จึงได้เลื่อนพระยศเป็นวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าในคราวนั้น  พร้อมกับหม่อมเจ้าในสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์อื่น  อีกหลายองค์

 

สมเด็จพระบรมราชชนกสิ้นพระชนม์

  ขณะที่ทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีสุดท้าย  สมเด็จพระบรมราชชนกทรงประชวรโรคพระวักกะกำเริบและพระโรคหวัด  แต่ก็ทรงสามารถสอบไล่ได้ปริญญาแพทย์ศาสตร์ชั้นเกียรตินิยม  หลังจากสอบเสร็จก็ทรงประชวรพระโรคไส้ติ่งอักเสบ  ต้องทรงรับการผ่าตัด  สมเด็จย่าได้เฝ้าดูพระอาการอย่างใกล้ชิด  เมื่อเสด็จพระดำเนินได้แล้วทรงเสด็จพร้อมพระโอรสพระธิดาเสด็จประทับอยู่ที่ยุโรประยะหนึ่ง  จึงทรงเสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน

  ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2472 โรงพยาบาลแมคคอร์มิกกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จไปเป็นแพทย์ประจำบ้าน  ที่เชียงใหม่  โดยเสด็จไปพระองค์เดียว  เพราะตั้งพระทัยว่า  เมื่อทรงหาที่ประทับได้เหมาะสมแล้วจึงจะทรงพาครอบครัวเสด็จไปประทับด้วย  ในเดือนต่อมา  ทรงมีภารกิจบางประการต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ  แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีพระอาการประชวรและต้องประทับรักษาพระองค์

  สมเด็จพระบรมราชชนกประชวรอยู่เป็นเวลา 4 เดือน  ก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472  ณ พระตำหนักใหม่  วังสระปทุม

  เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์สิ้นพระชนม์  สมเด็จย่าทรงมีพระชนมายุเพียง 29 พรรษา  จะต้องทรงรับหน้าที่อบรมเลี้ยงดูพระโอรสธิดาทั้งสามพระองค์ตามลำพัง  ขณะนั้นพระธิดาองค์โตทรงมีพระชนมายุ 6 พรรษา  พระโอรสองค์ที่ 2 เพิ่งมีพระชนมายุครบ 4 พรรษาบริบูรณ์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 4 วันก่อนที่สมเด็จพระบรมราชชนกจะสิ้นพระชนม์  ส่วนพระโอรสองค์สุดท้องมีพระชนมายุเพียง 1 พรรษา 9 เดือน

  สมเด็จย่าทรงดูแลพระโอรสพระธิดาอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นด้านการเสวย  บรรทม  เล่น  หรือการศึกษาเล่าเรียน  ซึ่งขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์พระธิดาพระองค์ใหญ่ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนราชินี  เมื่อพระโอรสทั้งสองพระองค์เจริญพระชนมายุขึ้นก็โปรดให้ทรงเข้าศึกษาตามลำดับ  โดยพระโอรสองค์แรกทรงเข้าศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนมาแตร์เดอี  แล้วทรงย้ายเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์  พระโอรสองค์ที่สองทรงเริ่มศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนมาแตร์เดอี

  เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  สถานการณ์บ้านเมืองผันแปรไปส่งผลต่อสถานภาพของพระบรมวงศานุวงศ์  และข้าราชการบางกลุ่ม  พระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมากและข้าราชการบางส่วนต้องออกจากราชการ  เจ้านายหลายพระองค์เสด็จออกจากประเทศไทยไปประทับในต่างแดน

  สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  ทรงปรึกษากับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร  พระราชธิดาและพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมขุนชัยนาทนเรนทร  ถึงการศึกษาของพระราชนัดดาที่จะทรงมีต่อไป  ในเวลาที่พระราชนัดดาองค์ที่สองยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น  พระอนามัยไม่สู้แข็งแรงมาตลอด  จึงเป็นที่ตกลงว่าควรจะเสด็จไปศึกษาต่อยังประเทศซึ่งมีอากาศสบายๆ ดังนั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมขุนชัยนาทนเรนทร  จึงทรงแนะนำว่าควรเลือกเมืองโลซานเป็นที่ประทับสมเด็จย่าก็ทรงพอพระทัย  เพราะนอกจากจะเป็นเมืองที่มีอากาศดี  ภูมิประเทศสวยงามและพลเมืองอัธยาศัยดีแล้ว  ยังเป็นเมืองที่สมเด็จพระบรมราชชนกโปรดมากอีกด้วย 

  หลังจากที่ตระเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  ต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2476  สมเด็จย่าพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา  พระพี่เลี้ยงเนื่อง  เด็กหญิงบุญเรือน  โสพจน์  พระญาติ (ปัจจุบันคือ  ท่านผู้หญิงบุญเรือน  ชุณหะวัณ)  และคุณพระสุทธิอรรถนฤมลกับภรรยา  ได้ออกเดินทางจากประเทศไทยไปสู่เมืองโลซาน  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

พระราชปิโยรสเสด็จขึ้นครองราชย์

  การเสด็จไปประทับที่สวิตเซอร์แลนด์คราวนี้  สมเด็จพระบรมราชชนนีต้องทรงเป็นหัวหน้าครอบครัวน้อยๆ ของพระองค์  ทรงพาพระโอรสธิดาประทับอยู่ที่แฟลตเลขที่  16  ถนนติสโซต์ (Tissot)  และโปรดให้เสด็จศึกษาที่โรงเรียนประถมชื่อเมียร์มองต์ (Miremont) ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2476

  อีกหนึ่งปีต่อมา  คือ ใน พ.ศ. 2477  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย  กล่าวคือ  เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติ  โดยทรงสละพระราชสิทธิ์ในการแต่งตั้งผู้สืบราชสมบัติ  และทรงเห็นควรว่าต้องให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล

  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  ครั้งที่ 33/2477  วันที่ 6-7 มีนาคม พ.ศ. 2477  ได้มีมติเห็นชอบตามกฎมณเฑียรบาลซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติขึ้นใน  พุทธศักราช  2467  ลำดับเชื้อพระบรมวงศ์ผู้ควรสืบพระราชสันตติวงศ์  คือ  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอานันทมหิดล  พระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์  ดังนั้น  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอานันทมหิดล  จึงทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์  สืบพระราชสันตติวงศ์เป็นพระองค์ที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477

  เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์  มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา  สภาผู้แทนราษฎรจึงได้มีมติให้ตั้ง  พระเจ้าวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา  และเจ้าพระยายมราช  (ปั้น  สุขุม)  เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ทรงบันทึกเหตุการณ์สำคัญในปลายปีพุทธศักราช 2477  ว่า “เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1935) มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชีวิตธรรมดาๆ ต้องเปลี่ยนไปบ้าง  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ  และรัฐบาลได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์  น้องชายคนเล็กและข้าพเจ้าก็เปลี่ยนจากพระองค์เจ้าเป็นเจ้าฟ้า  แม่ก็ยังคงเป็นคนธรรมดาอยู่  แต่เนื่องจากเป็นพระราชมารดาของพระเจ้าแผ่นดิน  ก็ตั้งขึ้นเป็นพระราชชนนี  และเพื่อให้คล้องกับคำว่าชนนี  ชื่อแม่เลยเปลี่ยนไปเป็น “ศรีสังวาลย์”  แทนสังวาลย์  “พระราชชนนีศรีสังวาลย์” 

  เมื่อพระโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  การถวายพระอภิบาลและอบรมพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่  จึงเป็นพระราชภารกิจยิ่งใหญ่ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีต้องทรงรับไว้โดยลำพัง  เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์  และทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ

  เพื่อให้สมพระเกียรติของพระราชปิโยรส  สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงต้องทรงย้ายที่ประทับจากแฟลตที่ถนนติสโซต์ไปประทับที่บ้านเช่าค่อนข้างใหญ่ ณ เมืองปุยยี (Pully)  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใกล้กับเมืองโลซาน  ทรงตั้งชื่อว่า “วิลล่าวัฒนา”

  การดำเนินพระชนม์ชีพ ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา  สมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดที่จะให้เป็นไปอย่างสามัญไม่มีพิธีรีตอง  ทรงจัดให้พระโอรสทั้งสองพระองค์ศึกษาที่โรงเรียนเอกชนเอกอล  นูเวล เดอ ลาสวิส โรมองด์ (Ecole Novelle de la Suisse Romande)  ซึ่งรับนานาชาติ  แม้พระโอรสพระองค์ใหญ่ทรงเป็นยุวกษัตริย์แห่งประเทศสยาม  แต่ก็ทรงเป็น “นักเรียนอานันทมหิดล” บุตรชายของ “มาดามส.มหิดล” ทรงมีสิทธิ์และหน้าที่ไม่แตกต่างจากนักเรียนคนอื่นๆ  สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงเอาพระทัยใส่  ดูแลพระพลานามัยและระเบียบวินัยของพระโอรสพระธิดาอย่างดีเยี่ยมและสม่ำเสมอ

 

เสด็จนิวัติพระนคร

  หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นเวลา 3 ปีเศษ  ใน พ.ศ. 2481  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  พร้อมด้วยสมเด็จย่า  พระเชษฐภคินี  และพระราชอนุชา  ก็ได้เสด็จนิวัติพระนคร  เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์เป็นครั้งแรก  เมื่อเสด็จฯ สู่พระนครได้ 1 วัน  คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้ประกาศสถาปนาพระอิสริยยศพระราชชนนีศรีสังวาลย์ขึ้นเป็นครั้งแรก  “สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์”  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481

  ตลอดเวลา 2 เดือนที่ประทับอยู่ในพระนคร  ผู้ที่มีโอกาสได้เฝ้าชมพระบารมี  ต่างปลื้มปีติและชื่นชมในพระจริยวัตรของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์น้อยยิ่งนัก  ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า  ผู้ที่มีส่วนสำคัญที่ทรงเพียรปลูกฝังอบรมพระกิริยาอัชฌาสัยของยุวกษัตริย์ไทยให้งดงามเหมาะสม  คือ  สมเด็จย่า

  โดยที่ทรงเห็นว่า  พระโอรสทรงพระเยาว์  ความรู้เรื่องเมืองไทยมีน้อย  สมเด็จย่าจึงทรงขอให้กระทรวงธรรมการ  (ปัจจุบัน คือ กระทรวงศึกษาธิการ)  จัดการรายการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระอารามและโบราณสถานที่สำคัญในเขตพระนครและธนบุรี เพื่อเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาติ

  นอกจากนี้  สมเด็จย่ายังทรงชักจูงให้พระโอรสพระธิดาทรงใฝ่ในการกุศล  ช่วยเหลือการสาธารณสุขและการแพทย์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานเงินส่วนพระองค์สร้างโรงพยาบาลอานันทมดิดล  ที่จังหวัดลพบุรี  พระราชอนุชาและพระเชษฐภคินีพระราชทานเงินสร้างสุขศาลา  ที่จังหวัดสมุทรสาคร  

  ครั้นถึงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2481  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จย่า  พระเชษฐภคินีและพระราชอนุชา  จากประเทศไทยกลับไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์

 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2482 – 2488

สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอุบัติขึ้นในทวีปยุโรป เมื่อ พ.ศ. 2482 ได้เพิ่มความยากลำบากในพระชนมชีพของสมเด็จย่า ในฐานะหัวหน้าครอบครัว พระองค์ทรงใช้พระสติปัญญาความสามารถอย่างเต็มที่ประคับประคองรักษาครอบครัวเล็กๆ ของพระองค์ให้ผ่านพ้นภัยในรูปแบบต่างๆ สภาพชีวิตในพระตำหนักวิลล่าวัฒนาที่เมืองโลซานระหว่างสงครามโลกไม่ต่างจากครอบครัวชาวสวิสอื่นๆ นัก ทรงรับบัตรปันส่วนเช่นเดียวกับครอบครัวสวิส เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมหาวิทยาลัยก็เสด็จโดยจักรยานพระที่นั่ง สมเด็จย่าทรงใช้ขี้เถ้าแทนสบู่ ทรงทำเนยและเก็บผลไม้มาทำแยมเก็บเอาไว้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเล่าพระราชทานคณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ของโครงการไทยศึกษา ฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนหนึ่งว่า

 “(ทูลกระหม่อมพ่อทรงเล่าว่า) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ลำบากเหมือนกัน สมเด็จย่าถึงได้มีความพยายามระมัดระวังเป็นแม่บ้านที่ดี ในระยะนั้นไม่มีการปันส่วนผลไม้ แต่ก็ไม่มีผลไม้อะไรมากนัก ได้อาศัยผลไม้จากสวนในบริเวณพระตำหนัก เช่น สตรอเบอรี่ แพร์ ส่วนผลไม้ตะวันออก เช่น กล้วยและส้มขาดแคลน”

  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงเล่าพระราชทาน คณะผู้จัดทำหนังสือเล่มเดียวกันว่า “มีแต่แอปเปิ้ลเป็นของธรรมดาที่สุด แม่ก็พยายามหาสีเขียวสีแดงให้ดูแปลกไป...มีแต่แอปเปิ้ลตลอดศก...หลังสงครามไม่อยากทานแอปเปิ้ลเลย”
  อย่างไรก็ตาม สมเด็จย่ายังทรงรักษาประเพณีที่สมเด็จพระบรมราชชนกเคยทรงปฏิบัติ คือ พระราชทานเลี้ยงอาหารไทยแก่คนไทยในวันเสาร์ แต่เนื่องจากนักเรียนไทยมีมากขึ้นเพราะระหว่างสงคราม นักเรียนไทยที่เคยศึกษาในประเทศเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และอิตาลีได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองต่างๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์จึงไม่สามารถที่จะพระราชทานเลี้ยงอาหารไทยแก่นักเรียนไทยทุกคนได้ โปรดให้ผลัดเปลี่ยนกันมา นักเรียนไทยเหล่านั้นต่างประสบปัญหาที่ส่งเงินจากประเทศไทยล่าช้า บางเดือนเงินทองก็มาไม่ถึง สมเด็จย่าก็ทรงเกื้อกูลผู้ที่ขัดสน บ้างก็พระราชทานเงินให้ยืม บ้างก็ให้เลยก็มี ทั้งๆ ที่ขณะนั้นพระองค์ทรงประสบปัญหาการส่งเงินมาถวายล่าช้าเหมือนกัน
  สมเด็จย่า ได้ทรงเอาพระทัยใส่ในการศึกษาของพระโอรสพระธิดามาก โปรดให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชอนุชาทรงศึกษาที่โรงเรียนเอกอล นูเวลล์ เมืองโลซานจนถึง พ.ศ. 2484 ซึ่งในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการศึกษาที่โรงเรียนแห่งนั้น โปรดให้ทรงเข้าเป็นนักเรียนประจำ เพื่อให้ทรงทราบชีวิตของนักเรียนประจำที่ต้องช่วยเหลือพระองค์เองทุกอย่าง ส่วนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติที่เมืองเจนิวา นอกจากนี้ทรงหาพระอาจารย์สอนพิเศษประจำที่พระตำหนัก ทรงจัดหญิงชาวอังกฤษเป็นพระพี่เลี้ยงระหว่างโรงเรียนปิดภาคฤดูร้อน เพื่อฝึกฝนภาษาอังกฤษถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการศึกษาภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยก็มิได้ทรงละเลย โปรดให้นายเปรื่อง ศิริภัทร พระอาจารย์ถวายพระอักษรไทยที่ทางรัฐบาลส่งมาถวายพระอักษรแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชอนุชาและสมเด็จพระเชษฐภคินี ดังนั้น การตัดสินพระทัยประทับในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงวิกฤติการณ์สงครามโลก การศึกษาของพระโอรสธิดาจึงมิได้หยุดชะงัก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงพระปรีชาสามารถด้านการศึกษา ใน พ.ศ. 2485 ทรงสอบผ่านชั้นสุดท้ายเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย และได้ทรงเข้าศึกษาวิชาเคมีต่อที่มหาวิทยาลัยโลซาน

  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ก็ทรงเปลี่ยนแผนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เช่นกัน หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายใน พ.ศ. 2486 เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา ได้ทรงเข้าศึกษาวิชานิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซาน และอีก 2 ปีต่อมา สมเด็จพระราชอนุชาก็เสด็จเข้าศึกษาต่อทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน
  วันคล้ายวันพระราชสมภพ 20 กันยายน พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงเป็นวันที่มีความหมายพิเศษยิ่งสำหรับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระประยูรญาติ และเหล่าคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ข้าราชการและนักเรียนไทยพากันไปเผ้าฯ ถวายพระพรคับคั่งในตอนเย็น บรรดาคนไทยได้ร่วมจัดงานเลี้ยงถวาย ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีสมัครเล่นทั้งหลาย เป็นงานเลี้ยงที่สนุกสนานรื่นเริง ความเงียบเหงาเศร้าใจ ความวิตกกังวลถึงบ้านเกิดเมืองนอนเป็นอันสิ้นสุดลงได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 20 พรรษา ทรงบรรลุราชนิติภาวะแล้ว และกำลังจะเสด็จพระราชดำเนินกลับมาทรงเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์
 

เสด็จนิวัติพระนครครั้งที่ 2 พ.ศ. 2488
  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระราชอนุชาและสมเด็จย่าออกจากสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 นิวัติพระนครอีกครั้งหนึ่ง โดยเครื่องบินพระที่นั่งถึงพระนคร ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488
  ระหว่างประทับในพระนคร สมเด็จย่าได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่ และสมเด็จพระราชอนุชาไปพร้อมกันทั้งสามพระองค์ ไม่ว่าจะเสด็จงานพระราชพิธี งานทั่วไป เสด็จประพาสสถานที่ต่างๆ หรือเสด็จเยี่ยมราษฎร ด้วยเหตุที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชอนุชาประทับอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเมืองไทย จึงไม่ค่อยจะทรงทราบมากนัก เมื่อเสด็จพร้อมกัน สมเด็จพระราชโอรสทรงสงสัยใคร่รู้เรื่องราวประการใดก็สามารถทูลถามสมเด็จย่าได้ทันที
  การตามเสด็จนิวัติพระนครครั้งที่ 2 นี้ สมเด็จย่าทรงมีพระชนมายุ 45 พรรษา ทรงสำราญพระราชหฤทัยมาก สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ความสงบสุขได้บังเกิดขึ้น พระราชภาระของพระองค์ในการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาก็ทรงผ่อนคลายลง พระโอรสพระธิดาทั้งสามพระองค์ทรงเจริญพระชนม์เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมด้วยสติปัญญาฉลาดเฉลียว สามารถปกครองดูแลพระองค์เองได้ ความนิยมชมชื่นของอาณาประชาราษฎร์ที่มีต่อพระโอรสทั้งสองพระองค์อย่างไม่เสื่อมคลายก็น่าจะยังความปลาบปลื้มปีติให้บังเกิดขึ้นในพระราชหฤทัย
 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต
  สมเด็จย่าได้ประทับอยู่เมืองไทยกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระโอรสองค์ที่ 2 จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลในเวลานั้นได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงเลื่อนกำหนดเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ออกไปก่อน เพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก่ปวงชนชาวไทย ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และเสด็จพระราชดำเนินเปิดประชุมสภาผู้แทนในวันที่ 1 มิถุนายน ศกเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับคำกราบบังคมทูลของรัฐบาล และทรงกำหนดวันเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2489 แต่ไม่ทันถึงวันนั้น เหตุการณ์อันเศร้าสลดที่ไม่นึกฝันก็อุบัติขึ้นเสียก่อนในตอนเช้าวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ก่อนกำหนดวันเสด็จพระราชดำเนินจากประเทศไทยเพียง 4 วัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต้องพระแสงปืน สวรรคต
 

สมเด็จพระราชปิโยรสพระองค์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์
  ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเป็นเอกฉันท์กราบบังคมทูลเชิญพระราชปิโยรสพระองค์ที่ 2 ของสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์สมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

 

ตามเสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์ 
  ได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จจากเมืองไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2489 เพื่อทรงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซาน โดยทรงเลือกเรียนวิชาเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ แทนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เลยทรงศึกษาไว้แต่เดิม เพื่อความเหมาะสมกับพระราชภารกิจแห่งพระมหากษัตริย์
   ระหว่างนั้น สมเด็จย่าก็ยังทรงทำหน้าที่ “แม่บ้าน” ในพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ทรงดูแลจัดการเรื่องต่างๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โปรดทรงงานด้วยพระองค์เอง ตอนเช้าทรงขับรถไปจ่ายตลาดด้วยพระองค์เองและหลังจากเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ทรงใช้เวลาว่างทำสวนในบริเวณพระตำหนัก ทรงพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดขลิบกิ่งไม้และกวาดใบไม้ ในเวลาบ่ายทรงเสด็จไปฟังบรรยายวิชาที่สนพระราชหฤทัยที่มหาวิทยาลัยโลซาน บางครั้งเมื่อว่างจากพระราชกิจในการศึกษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จย่าจะเสด็จประพาสชนบทและประเทศใกล้เคียง เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และลิคเตนสไตน์ ทั้งสองพระองค์โปรดทอดพระเนตรสถานที่สำคัญของเมืองต่างๆ และพอพระราชหฤทัยชมทัศนียภาพที่งดงามและเงียบสงบในชนบท ซึ่งจะเสด็จประพาสชนบทบ่อยครั้ง เมื่อทรงเห็นดอกไม้ที่ขึ้นข้างทางกำลังบานสะพรั่งสวยงาม สมเด็จย่าจะทรงหยุดรถเพื่อเก็บดอกไม้ป่าเหล่านั้นกลับไปที่ประทับ แต่แล้วในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องเสด็จเข้ารับการรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล สมเด็จย่าทรงทุ่มเทพระกำลังดูแลพยาบาลพระราชปิโยรส จนมีพระอาการดีขึ้น แพทย์จึงได้กราบบังคมทูลแนะนำให้สมเด็จย่า เสด็จไปประทับเปลี่ยนพระอิริยาบถในชนบทเป็นการครั้งคราว
  หลังจากนั้น พสกนิกรก็ได้รับข่าวอันเป็นที่น่าปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาคนโตของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492

 

ราชาภิเษกสมรสและบรมราชาภิเษก
   
หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ ตำหนักพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม ศกเดียวกัน ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง และสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ให้ดำรงราชฐานันดรเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี อีก 6 ปีต่อมา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
    อีก 1 ปีต่อมา หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จย่าก็ได้ทรงชื่นชมกับพระราชนัดดาคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2494 ที่เมืองโลซาน ทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์ที่ 2 ต่อจากคุณทัศนาวลัย รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ (ปัจจุบันคือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวรแล้ว ก็ได้มีพระประสูติกาลพระราชโอรสธิดาอีก 3 พระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ใน พ.ศ. 2520 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500
วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และเฉลิมพระนามสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี